กฎหมาย 2566 หรือที่เรียกว่า “กฎหมายทรัพย์สินที่ใช้เป็นหลักประกัน” ได้ถูกพิจารณาและสรรค์ขึ้นเพื่อปกป้องสิทธิและความคุ้มครองของ ทั้งผู้ให้กู้และผู้กู้มีสิทธิและความรับผิดชอบเฉพาะภายใต้กฎหมายนี้
ที่ดินและทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องอย่างอื่น เช่น อาคารหรือพื้นที่ใช้ในการธุรกิจ, สามารถใช้เป็นหลักประกันตามกฎหมาย 2566 การประเมินค่าทรัพย์สินและลักษณะของทรัพย์สินจะมีบทบาทสำคัญในกระบวนการนี้
การใช้ทรัพย์สินเป็นประกันจะต้องมีข้อตกลงทางกฎหมายที่ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับการใช้ทรัพย์สินเป็นประกันเงินกู้ ซึ่งรวมถึงอัตราดอกเบี้ย, ระยะเวลาของสัญญา, และสิทธิและความรับผิดชอบของทั้งฝ่ายกู้และสถาบันการเงิน
การประเมินค่าทรัพย์สินมีบทบาทสำคัญในกระบวนการใช้ทรัพย์สินเป็นประกัน เพื่อกำหนดมูลค่าที่จะถูกใช้ในการประกันเงินกู้ นิยามการประเมินค่าทรัพย์สินและกระบวนการที่เกี่ยวข้องถูกบัญญัติในกฎหมาย 2566
กฎหมาย 2566 กำหนดกระบวนการในกรณีที่ผู้กู้ไม่สามารถชำระหนี้ตามข้อตกลง ซึ่งอาจเป็นการขายทรัพย์สินที่ถูกใช้เป็นประกันเพื่อชดเชยหนี้หรือการดำเนินการอื่น ๆ ตามกฎหมาย
การใช้ที่ดินเป็นหลักประกันเงินกู้เป็นกระบวนการที่ต้องระมัดระวังในการดำเนินการ เนื่องจากมีความเสี่ยงทางการเงินที่สำคัญ ผู้กู้ควรตรวจสอบรายละเอียดของข้อตกลงและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องก่อนที่จะเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลง
ทรัพย์หลักประกัน (Primary Collateral) คือทรัพย์สินหรือสิ่งที่ผู้กู้หรือผู้สินเชื่อต้องนำมาใช้เป็นประกันในกรณีที่ต้องชำระหนี้ตามข้อตกลงหรือสัญญาเงินกู้ ทรัพย์หลักประกันเป็นสิ่งที่มีค่าและสามารถจำหน่ายหรือนำมาใช้ในกรณีผิดนัด โดยมีความพร้อมใช้ในการชำระหนี้หรือคาดการณ์ค่าแทนที่สามารถรับได้
ที่ดิน, บ้าน, อาคารพาณิชย์, และคอนโดมิเนียม เป็นทรัพย์สินหลักที่มักถูกใช้เป็นประกันเงินกู้ขนาดใหญ่
หุ้น, พันธบัตร, ตราสารการเงิน หรือพันธบัตรรัฐบาล ที่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้
ทรัพย์สินที่สามารถนำมาใช้เป็นประกันในสัญญาเงินกู้รถยนต์หรือสัญญาเงินกู้ส่วนบุคคล
เครื่องจักร, อุปกรณ์การผลิต หรือระบบเทคโนโลยีที่เป็นทรัพย์สินของธุรกิจ
ทองคำ, เพชร หรือสินค้าที่มีมูลค่าสูงและมีความพร้อมใช้ในการประกันเงินกู้
สิทธิการเช่าของอสังหาริมทรัพย์หรือทรัพย์สินอื่น ๆ อาจถูกใช้เป็นทรัพย์หลักประกันได้
หมายเหตุ: ควรระมัดระวังเพราะการไม่สามารถชำระหนี้อาจทำให้สิทธิในทรัพย์หลักประกันถูกขายหรือถูกยึด และก่อให้เกิดความสูญเสียได้