Flat Rate กับลดต้นลดดอก ทำไมเทียบเปอร์เซ็นต์ตรง ๆ ไม่ได้
ตัวเลขที่น้อยกว่าอาจไม่ได้หมายถึงต้นทุนที่ต่ำกว่า
เมื่อเห็นข้อเสนอหนึ่งคิดดอกเบี้ยแบบ Flat Rate และอีกข้อเสนอคิดแบบลดต้นลดดอก อย่าเพิ่งตัดสินจากเปอร์เซ็นต์ที่พิมพ์ตัวใหญ่ เพราะทั้งสองวิธีอาจใช้ฐานเงินต้นต่างกัน คำตอบที่ต้องหาก่อนคือ ดอกเบี้ยแต่ละงวดคำนวณจากเงินก้อนใด และหลังจ่ายแล้วเงินต้นที่นำไปคิดดอกเบี้ยลดลงหรือไม่ การเปรียบเทียบที่มีความหมายจึงต้องเห็นทั้งเงินที่ได้รับจริง วันจ่ายแต่ละงวด และยอดที่ต้องจ่ายทั้งหมดภายใต้เงื่อนไขเดียวกัน
ต่างกันที่ฐานเงินต้น ไม่ใช่เพียงชื่อเรียก
Flat Rate หรือการคิดดอกเบี้ยจากเงินต้นคงที่ ใช้เงินต้นเริ่มแรกเป็นฐานตลอดระยะเวลาตามวิธีที่ตกลง แม้ทยอยคืนเงินต้นไปแล้ว ส่วนวิธีลดต้นลดดอกคำนวณดอกเบี้ยจากเงินต้นคงเหลือในแต่ละช่วง เมื่อเงินต้นลด ฐานดอกเบี้ยงวดต่อไปจึงลดตาม ทั้งนี้ จำนวนดอกเบี้ยจริงยังขึ้นกับอัตรา ระยะเวลาคิดดอกเบี้ย และวันที่ชำระ อย่าอนุมานจากค่างวดเท่ากันว่าเป็นวิธีใด เพราะต้องอ่านการแบ่งเงินต้นและดอกเบี้ยในตารางประกอบด้วย
ธนาคารแห่งประเทศไทยอธิบายว่าควรแปลงวิธีคิดให้อยู่บนฐานเดียวกันก่อนเปรียบเทียบความถูกแพง บทความนี้จึงใช้ตัวอย่างเพื่อให้เห็นกลไก ไม่ใช้ตัวคูณคร่าว ๆ เป็นผลคำนวณเฉพาะสัญญา หากเอกสารมีเพียงคำว่าอัตราต่อปี แต่ไม่บอกฐานคิด วันคำนวณ หรือวิธีตัดชำระ ควรขอรายละเอียดเพิ่มก่อนนำตัวเลขไปตัดสินใจ
ตัวอย่างสมมติ: อัตราเท่ากัน แต่ฐานปีที่สองต่างกัน
สมมติให้เงินต้น 100,000 บาท อัตรา 6% ต่อปี ระยะเวลา 2 ปี คืนเงินต้นปีละ 50,000 บาทเมื่อสิ้นปี และชำระดอกเบี้ยของปีนั้นพร้อมกัน ไม่มีค่าธรรมเนียม ไม่มีการจ่ายก่อนกำหนดหรือผิดนัด และเพื่ออธิบายให้ง่ายให้นับแต่ละช่วงเป็นหนึ่งปีเต็ม ตัวเลขนี้เป็นสมมติฐานทางคณิตศาสตร์ ไม่ใช่ข้อเสนอสินเชื่อหรือการยืนยันอัตราที่ใช้ได้กับสัญญาประเภทใด
ถ้าใช้ Flat Rate จากเงินต้นเริ่มแรก ดอกเบี้ยแต่ละปีคือ 100,000 × 6% = 6,000 บาท จึงจ่ายสิ้นปีแรก 56,000 บาท และสิ้นปีที่สอง 56,000 บาท รวม 112,000 บาท แต่ถ้าใช้ฐานเงินต้นคงเหลือ ปีแรกดอกเบี้ยยังเป็น 6,000 บาท เมื่อคืนเงินต้น 50,000 บาทแล้ว ปีที่สองเหลือฐาน 50,000 บาท ดอกเบี้ยจึงเป็น 3,000 บาท จ่ายสิ้นปีแรก 56,000 บาท และสิ้นปีที่สอง 53,000 บาท รวม 109,000 บาท ความต่าง 3,000 บาทเกิดจากฐานปีที่สอง ไม่ได้เกิดจากการเปลี่ยนอัตรา 6%
อย่านำผลนี้ไปแทนตารางผ่อนรายเดือนแบบค่างวดคงที่โดยตรง เพราะเวลาที่เงินต้นลดและวิธีแบ่งแต่ละงวดต่างจากตัวอย่าง หากจ่ายช้าหรือเร็วกว่าแผน ผลตามสัญญาก็อาจต่างออกไปด้วย จุดที่ควรนำไปใช้คือการถามให้เห็นยอดเงินต้นก่อนคิดดอกเบี้ยของแต่ละช่วง ไม่ใช่จำยอดรวมจากตัวอย่าง
ขอตารางอะไร จึงจะตรวจข้อเสนอได้
ขอเอกสารที่แยกยอดตั้งต้น เงินสุทธิที่ได้รับหลังหักรายการต่าง ๆ วันครบกำหนด ค่างวด ส่วนเงินต้น ส่วนดอกเบี้ย และเงินต้นคงเหลือหลังจ่าย พร้อมรายการค่าใช้จ่ายที่ต้องชำระนอกค่างวด จากนั้นใช้วงเงินที่ได้รับจริงและกำหนดวันชำระเดียวกันในการเทียบ หากข้อเสนอหนึ่งได้เงินสุทธิน้อยกว่า หรือเลื่อนการคืนเงินต้นไปมากกว่า ยอดดอกเบี้ยรวมอย่างเดียวก็ยังอธิบายความต่างได้ไม่ครบ
ลองตรวจอย่างน้อยงวดแรก งวดหลังที่เงินต้นลด และงวดสุดท้ายด้วยสูตรที่ผู้ให้ข้อเสนอระบุ ถ้าคำนวณไม่ตรง ให้ขอคำอธิบายเรื่องฐานเงินต้น จำนวนวัน การปัดเศษ และลำดับตัดชำระเป็นลายลักษณ์อักษร ไม่ควรแก้ตารางเองจนตรงกับยอดที่อยากได้ หากยังอธิบายไม่ได้ ให้ถือว่าข้อมูลยังไม่พอสำหรับเปรียบเทียบ
เงินพอจ่ายรายเดือน กับต้นทุนต่ำ เป็นคนละคำถาม
ระยะเวลาที่นานขึ้นอาจทำให้ค่างวดดูเบาลง แต่ไม่ได้บอกว่าต้นทุนรวมลดลง ควรแยกตรวจสองด้าน คือกระแสเงินสดแต่ละงวดรับไหวหรือไม่ และตลอดสัญญาต้องจ่ายเท่าใด หากวางแผนปิดภาระก่อนกำหนด ให้ขอวิธีคำนวณยอดปิด ณ วันที่คาดว่าจะจ่าย รวมถึงเงื่อนไขค่าใช้จ่ายหรือการปรับดอกเบี้ยที่ใช้จริง อย่าคาดว่าทุกสัญญาจะหักดอกเบี้ยอนาคตด้วยวิธีเดียวกัน
ก่อนนำทรัพย์มาประกอบการตัดสินใจ
สำหรับผู้ที่กำลังพิจารณาทางเลือกเกี่ยวกับบ้านหรือที่ดินร่วมกับ Money For Land ควรแยกการอ่านต้นทุนออกจากการอ่านสิทธิในทรัพย์ด้วย สัญญากู้ที่มีหลักประกันกับสัญญาขายฝากมีโครงสร้างสิทธิและหน้าที่ต่างกัน การคำนวณดอกเบี้ยเงินกู้ในบทความนี้จึงไม่ใช่วิธีแทนการตรวจราคาสินไถ่หรือเงื่อนไขขายฝาก ขั้นตอนต่อไปคือรวบรวมข้อเสนอฉบับเต็ม ตารางชำระ รายการค่าใช้จ่าย และประเภทสัญญาให้ชัด แล้วตรวจทั้งภาระเงินและผลต่อทรัพย์ก่อนตัดสินใจ
